ข่าวสาร

ดูแลผิวอย่างไรเมื่อต่อมไขมันอักเสบ

ดูแลผิวอย่างไรเมื่อต่อมไขมันอักเสบ

1.ลดปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียด การแคะ แกะเกา ควรใส่ใจและดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีๆเช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ คุมน้ำหนัก สร้างภูมิคุ้มกัน

 

2.ใส่ใจเรื่องของความสะอาดผิว การใช้แชมพูและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการควบคุมโรค หลีกเลี่ยงการใช้ครีม เครื่องสำอางค์ที่ทำให้ผิวมันง่าย และติดตามผลการรักษา เพื่อปรับยาให้เหมาะสม

 

โรคเซ็บเดิร์มที่เกิดบนหนังศีรษะนั้นสามารถรักษาได้ด้วยตนเอง โดยใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไปที่ประกอบด้วยตัวยาต่อไปนี้

- กรดซาลิซิลิก(Salicylic acid) ใช้เป็นประจำทุกวัน

- คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง สลับกับแชมพูที่ใช้ทุกวัน

- ซิงก์ ไพริไธออน (Zinc Pyrithione) ใช้เป็นประจำทุกวัน

-โคล ทาร์(Coal tar)

 

ทั้งนี้หากเคยใช้แชมพูตัวยาใดๆข้างต้นได้ผลแต่พบว่าประสิทธิภาพค่อยๆลดลง ให้เปลี่ยนใช้สลับกันกับอีกชนิด และควรหมักไว้ตามเวลาที่ฉลากแนะนำเพื่อให้ยาออกฤทธิ์นอกจากนี้ยังอาจใช้แชมพูถูเบาๆที่ใบหน้า หูและหน้าอก ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า หากเป็นเซ็บเดิร์มบริเวณเหล่านี้

 

สำหรับทารกที่มีไขหรือสะเก็ดบนหนังศีรษะ พ่อแม่อาจสระผมให้ทุกวันด้วยแชมพูที่อ่อนโยนสำหรับเด็กและน้ำอุ่น หากไม่ได้ผลควรปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับแชมพูที่ใช้รักษา ไม่ควรหามาทดลองใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อศีรษะของทารกได้ ส่วนแผ่นสะเก็ดรังแคนั้นสามารถทำให้นุ่มลงด้วยการใช้น้ำมันมะกอกถูแล้วหวีด้วยแปรงเพื่อให้สะเก็ดรังแคหลุดออกมา

 

เซ็บเดิร์มที่เกิดขึ้นบริเวณอื่นที่นอกเหนือจากหนังศีรษะ เช่น ใบหน้าหรือผิวหนัง สามารถบรรเทาด้วยการหาซื้อผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อราหรือดลชั้นคอร์ติโคสเตียรอยด์มาลองใช้รวมทั้งการดูแลตัวเองควบคู่กันไป ดังนี้

1.รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นอยู่เสมอโดยการล้างด้วยสบู่และน้ำเปล่า

2.ล้างทำความสะอาดร่างกายและหนังศีรษะเป็นประจำ

3.ใช้ครีมบำรุงและผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง

4.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เป็นมากขึ้น

5.ทาครีมคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดอ่อน หากไม่ได้ผลให้ลองใช้ครีมต้านเชื้อราคีโตโคนาโซล

6.โกนหนวดเคราให้หมด เนื่องจากหนวดและเคราจะยิ่งทำให้ผิวหนังบริเวณที่เป็นเซบเดิมแย่ลงได้

7.สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อเรียบลื่น เพื่อป้องกันการระคายเคือง

8.ออกไปรับแสงแดดภายนอก แสงแดดจะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของการอักเสบ แต่ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีด้วย

9.เลี่ยงการขีดข่วนหรือเกาที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองและติดเชื้อตามมาได้ หากคันให้ใช้ครีมไฮโดรคอร์ติโซนหรือคาลาไมน์ช่วยระงับอาการชั่วคราว

10.ทำความสะอาดบริเวณเปลือกตาเบา ๆ หากเปลือกตามีลักษณะแดงหรือมีสะเก็ด โดยล้างด้วยแชมพูเด็กแล้วเช็ดสะเก็ดออกด้วยแผ่นสำลี

การรักษาโดยแพทย์

เมื่อรักษาด้วยตนเองแล้วยังไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์และรับการรักษา ซึ่งหากวินิจฉัยว่าเป็นเซบเดิร์ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาหรือแนะนำวิธีรักษาดังต่อไปนี้

1.ครีม แชมพู หรือขี้ผึ้งลดการอักเสบได้แก่ตัวยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) ฟลูโอซิโนโลน (Fluocinolone) หรือเดโซไนด์ (Desonide) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ใช้ทาบนหนังศีรษะหรือบริเวณใด ๆ ที่เป็นเซบเดิร์ ใช้ง่ายและได้ผล แต่หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น ผิวบางลงหรือผิวปรากฏเป็นลายหรือเส้น

2.แชมพูต้านเชื้อราสลับตัวยาที่เข้มข้นกว่าแพทย์อาจแนะนำให้ใช้แชมพูคีโตนาโซล (Ketoconazole) สลับกับยาคลอเบตาโซล (Clobetasol) สำหรับการรักษาเซบเดิมที่หนังศีรษะ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

3.ครีมหรือเจลต้านแบคทีเรีย อาจเป็นยาเมโทรนิดาโซลในรูปแบบของเจลหรือครีมอาจใช้ทาวันละ 1-2 ครั้งจนกว่าอาการจะดีขึ้น

4.ยารับประทานต้านเชื้อรา ยาชนิดรับประทานสำหรับกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ยาเทอร์บินาฟีน (Terbinafine) ทั้งนี้มักไม่ค่อยนำมาใช้ เนื่องจากจะสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงตามมา เช่น อาการแพ้ยา และปัญหาต่อตับ เป็นต้น

5.ยาที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนประกอบของยาทาโครลิมัส (Tacrolimus) ซึ่งเป็นกลุ่มยาต้านแคลซินูริน และยาพิเมโครลิมัส (Pimecrolimus) สามารถนำมาใช้รักษาเซบเดิร์และมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาประเภทคอร์ติโครอยด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่วิธีแรก ๆ ที่แพทย์จะเลือกใช้ เพราะยาเหล่านี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง และยังมีราคาแพงกว่ายาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดไม่รุนแรง

6.การบำบัดด้วยแสงและยารักษา เป็นการรักษาด้วยยาซอราเลน (Psoralen) ควบคู่กับการฉายแสงบำบัด โดยจะได้รับยาซอราเลนชนิดรับประทานหรือทาลงบนผิวหนังที่เป็น แล้วใช้แสงอัลตราไวโอเลตฉาย แต่การรักษาวิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มีผมหนา

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเซบเดิร์

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคเซบเดิร์นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่มักเกิดจากการวินิจฉัยคลาดเคลื่อนหรือการรักษาอย่างไม่ถูกวิธี โรคเซบเดิร์ที่เกิดบริเวณใบหน้าหรือหนังศีรษะอาจคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อราผิวหนังบางชนิด ซึ่งหากรักษาโดยใช้ยาลดการอักเสบหรือสเตียรอยด์ชนิดใช้ภายนอกซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ถูกวิธีก็อาจทำให้มีอาการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้ยานี้ในปริมาณมาก โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและรักแร้ยังสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ และทำให้ผิวบางลงได้

การป้องกันโรคเซบเดิร์

โรคเซบเดิร์ไม่อาจป้องกันการเกิดของโรคได้ แต่มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้ด้วยการทำตามข้อปฏิบัติต่อไปนี้ หลังจากอาการของโรคหายดีแล้ว

1.เซบเดิร์บนหนังศีรษะ การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกสามารถใช้แชมพูต้านเชื้อรา เช่น แชมพูคีโตนาโซล (Ketoconazole) ทุก 1-2 สัปดาห์ หมักทิ้งไว้บนศีรษะ 5 นาทีก่อนจะล้างออก

2.เซบเดิร์ตามร่างกาย ควรหมั่นทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดคราบมันบนผิวหนังที่เป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดเซบเดิร์ และช่วยลดจำนวนของเชื้อราบนผิวหนัง โดยการดูแลรักษาความสะอาดควบคู่กับการใช้แชมพูต้านเชื้อราเช็ดตามร่างกายและหนังศีรษะแล้วล้างออกทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ อาจช่วยให้โรคเซบเดิร์ไม่กลับมารบกวนอีก แต่บางรายก็จำเป็นต้องใช้ครีมต้านเชื้อราทุก 1-2 สัปดาห์บริเวณผิวหนังที่เกิดเซบเดิร์ขึ้นครั้งก่อน ทั้งนี้สามารถพูดคุยสอบถามแพทย์ถึงวิธีการป้องกันที่เหมาะสมกับตนเอง

 

 

  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111

 

                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     Line @asokeskinhospital