ข่าวสาร

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการกินยารักษาสิว

การรับประทานยา เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาสิว ซึ่งก็จะมียาหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ผลที่แตกต่างกันไป และมีข้อควรระวังที่แตกต่างกันไปในยาแต่ละชนิด
ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
 
 
1. ยาปฏิชีวนะ
 
    • กลุ่ม Tetracycline, Erythromycin, Clindamycin, Minocyclin กลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ในการลดการผลิตไขมัน (Sebum) ช่วยลด FFA ทำให้ลดการอักเสบ และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์
    • Doxycycline ต้องระวังผลข้างเคียง เช่นโรคแพ้แสงแดด (Photosensitivity) 
    • กลุ่ม Macrolides ได้แก่ Erythromycin (ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก) และ Azithromycin แต่อาจมีผลข้างเคียงคือ การระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือถ่ายเหลวได้
    • Trimethoprim-Sulfamethoxazole (Bactrim) ควรใช้ในกลุ่มที่เป็นสิวรุนแรงเนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
    • Cephalexin ช่วยต้านการอักเสบ และต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่นิยมใช้ในการรักษาสิวนัก เนื่องด้วยอาจเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรีย
    • Clindamycin ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ในการรักษาสิว เนื่องจากอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โดยเกิดเป็นผนังพังผืดที่ลำไส้อักเสบ (Pseudomembranous Colitis)
    • Dapsone มักใช้ในกรณีที่เป็นสิวอักเสบรุนแรง และใช้อย่างอื่นไม่ค่อยหาย ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็น G6PD
 
 
2. ยาปรับฮอร์โมน
 
จุดประสงค์เพื่อยับยั้งแอนโดรเจนบนต่อมไขมันและลดปริมาณแอนโดรเจนจากรังไข่และต่อมหมวกไต ได้แก่ กลุ่มยาคุมกำเนิดต่างๆ กลุ่มยากลูโคคอร์ติคอยด์ (ฮอร์โมนสเตียรอยด์) กลุ่ม GnRH Agonist (ฮอร์โมนสังเคราะห์)
 
 
3. ยากลุ่มกรดวิตามินเอ
 
มักใช้ในรายที่ดื้อต่อการรักษาสิวเม็ดใหญ่อักเสบที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ สิที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ สิววที่ทิ้งรอยแผลเป็นจำนวนมาก แต่ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้ จึงควรคุมกำเนิดเป็นเวลา 1 เดือนก่อนเริ่มใช้ยานี้ หรือสามารถปล่อยให้มีบุตรได้หลังจากหยุดยาได้ 1 เดือน