ข่าวสาร

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจุบันพบโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้มากขึ้น เนื่องจากมีผู้ป่วยเป็นภูมิแพ้ ทั้งแพ้อากาศ แพ้อาหาร และหอบหืดจำนวนมาก อุบัติการณ์ของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในประเทศไทย ร้อยละ64 พบว่ามีอาการในอายุ 2 ขวบแรก ร้อยละ48 มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ ครึ่งหนึ่งของคนไข้ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาการดีขึ้นเมื่ออายุ 3ปีครึ่ง (1.5-7.8 ปี) หากมีผื่นครั้งแรกเมื่ออายุน้อย มักพยากรณ์โรคได้ไม่แม่นยำนัก
 
การทดสอบอาการแพ้อย่างชัดเจนและได้ผล คือการตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณสารเคมีในเลือด ที่เรียกว่า “อิมมูโนโกลบูลินอี (IgE)” ชนิดที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด (Specific IgE) หรือการทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test)
 
เนื่องจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นโรคที่ค่อนข้างเรื้อรังการประเมินความรุนแรงของโรคจะช่วยในการรักษา การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองและญาติเป็นอีกเรื่องที่สำคัญในการวางแผนการรักษาในระยะยาว ช่วยป้องกันหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น
 
เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี การแพ้อาหารอาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดผื่น ส่วนสาเหตุที่พบบ่อยในเด็กโต คือสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง และละอองเกสร นอกจากการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดปัญหาแล้ว ปัจจุบันมีวิธีรักษาด้วยวัคซีนภูมิคุ้มกันภูมิแพ้แบบเจาะจง (Allergen Specific Immunotherapy) ทั้งแบบฉีดและแบบอมใต้ลิ้น ซึ่งทั้งสองวิธีต่างก็มีการเลือกใช้และประสิทธิภาพแตกต่างกัน สำหรับการใช้แบบวิธีอมใต้ลิ้น ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงประสิทธิภาพในการรักษา
 
สำหรับเด็กเป็นผื่นที่รักษาไม่ค่อยได้ผล หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรง แต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ให้สงสัยว่าอาจมีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ แพ้อาหารหรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ หรืออาจเป็นโรคอื่นที่มีผื่นใกล้เคียงกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อสืบหาสาเหตุต่อไป
 
การรักษาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ควรเน้นทั้งการป้องกันและการรักษา เริ่มจากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค สารระคายเคือง อากาศร้อน และอาหาร โดยมีเป้าหมายหลักให้มีช่วงที่ผื่นสงบนานที่สุด ส่วนการรักษาด้วยตัวเองโดยการทายาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ก็ควรเลือกความเข้มข้นที่ไม่สูงนัก และไม่ควรใช้ติดกันเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น ทำให้ผิวหนังบางลง สีผิวบริเวณที่ทายาจางลง มีขนขึ้นบริเวณที่ทายา และหากทายาบริเวณรอบดวงตา อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับดวงตา เช่น ต้อหิน ต้อเนื้อ การใช้ยาที่มีความเข้มข้นสูงนานๆ อาจกดการทำงานของต่อมหมวกไต ดังนั้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชก่อนทุกครั้ง และถ้าหากไม่จำเป็น ก็ไม่ควรซื้อยาเอง
 
 
*แนะนำให้ลูกดื่มนมแม่ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยลดอัตราการเกิดภูมิแพ้ผิวหนัง