ข่าวสาร

ลูกแพ้อาหาร สัญญาณอันตรายที่คุณแม่ควรระวัง

       สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ส่วนใหญ่มักเป็นสารอาหารประเภทโปรตีน ที่ทนต่อความร้อน ทนต่อระบบการย่อยของทางเดินอาหาร  เช่น การย่อยด้วยกรดในกระเพาะอาหาร และเอนไซม์ในลำไส้เล็ก โดยส่วนใหญ่มักพบสารก่อภูมิแพ้ในอาหารจำพวกโปรตีนจากธรรมชาติ เช่น กุ้ง ปู ปลา หอย ซึ่งเกิดจากการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (antibody) ที่มีต่อโปรตีนที่บริโภคเข้าไปในร่างกาย พบว่าคนแต่ละชนชาติมีการแพ้อาหารที่แตกต่างกัน เช่น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักมีอาการแพ้ถั่วเหลือง หรืออาการแพ้ปลาคอด (codfish) ที่เกิดในประเทศกลุ่มสแกดิเนเวีย
 
ปฎิกิริยาที่มีต่อร่างกาย
 
       เมื่อบริโภคสารอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (Food Allergy) จะเข้าไปกระตุ้นร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบ igE (igE mediated) ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่คอยจดจำและสร้างภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นโปรตีน เรียกว่า igE ที่เข้าไปดักจับสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแตกออกแล้วปล่อยสารฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างฉับพลัน 
 
สาเหตุของการแพ้อาหาร 
 
        ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อาหารเกิดขึ้นจากพันธุกรรมและปัจจัยทางสรีระของร่างกาย พบผู้ป่วยร้อยละ 65 มีอาการแพ้ที่จัดว่าเป็นการแพ้ขั้นแรก (First degree) ซึ่งอาการจะไม่รุนแรงมาก สาเหตุหลักๆ ของการแพ้อาหารเกิดจากการบริโภคสารธรรมชาติที่อยู่ในอาหาร ส่วนมากเป็นกลุ่มโปรตีน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยอาจเกิดการแพ้จากสารปนเปื้อนและสารเติมแต่งอาหาร ซึ่งสารเติมแต่งที่ทำให้เกิดภาวะแพ้อาหารก็คือ papain ซึ่งเป็น proteolytic enzyne ที่ทำให้เนื้อนุ่ม และสารปนเปื้อนในอาหารที่เรียกว่าpennicillin ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแพ้อาหารได้เช่นเดียวกัน 
 
สัญญาณ 'บ่งบอก' ว่าลูกแพ้อาหาร
 
          ลักษณะอาการที่พบเมื่อลูกเกิดภาวะแพ้อาหาร มีทั้งอาการขั้นเริ่มต้นที่ไม่รุนแรงมากไปจนถึงอันตรายถึงขั้นหัวใจล้มเหลวและอาจเสียชีวิตได้ เช่น อาการคันตามผิวหนัง หน้าร้อนและแดง เป็นผื่นลมพิษ อาการบวมที่ปากและตา ปวดท้อง อาเจียน คันในลำคอ หายใจเสียงดัง ปากเขียว ระดับความดันโลหิตต่ำลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดความผิดปกติกับระบบประสาท มึนงง กลั้นปัสสวะไม่ได้ หากเป็นขั้นรุนแรงอาจส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นและอาจถึงแก่ชีวิต คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อลูกมีอาการผิดปกติหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของอาการและทำการรักษาได้อย่างถูกวิธี 
 
 
ลูกแพ้อาหาร สามารถป้องกันได้
 
         วิธีการป้องกันลูกแพ้อาหาร คุณแม่สามารถทำได้โดยการพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergy Skin Test) ซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการแพ้อาหาร โดยมีวิธีการทดสอบหลักๆ อยู่ 2 วิธี คือ
 
  • วิธีที่ 1 การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin Prick Test) เป็นการทำสอบภูมิแพ้ผิวหนังด้วยการหยดสารทดสอบลงไปบนผิวหนังบริเวณแขนแล้วใช้เข็มสะกิดลงบนหยดน้ำยาผ่านผิวหนัง เพื่อให้สารทดสอบแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที ก็จะทราบผลทดสอบว่าสาเหตุของอาการแพ้ผิวหนังเกิดจากการแพ้อาหารที่ลูกทานเข้าไปหรือไม่
  • วิธีที่ 2 การทดสอบโดยใช้แผ่นทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังชนิดผื่นแพ้สัมผัส (Patch Test) เป็นวิธีการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังด้วยการแปะสารที่สันนิษฐานว่าก่อให้เกิดอาการแพ้ไว้ที่บริเวณหลังหรือแขน ซึ่งต้องรอประมาณ 2 – 3 วัน ถึงจะทราบผลการทดสอบ วิธีนี้จึงไม่ค่อยนิยมใช้กับเด็กเล็ก เนื่องจากต้องห้ามโดนน้ำบริเวณทำการทดสอบ ซึ่งอาจทำให้ลูกรู้สึกคัน ไม่สบายตัวได้
          นอกจากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแล้ว คุณแม่ยังสามารถป้องกันลูกแพ้อาหารได้ด้วยการสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์อาหารอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนให้ลูกรับประทานอาหารชนิดนั้น รวมถึงระมัดระวังทุกครั้งที่พาลูกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เพราะอาจมีสารปนเปื้อนอยู่บนภาชนะที่นำมาปรุงอาหารซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ลูกแพ้อาหารได้
 
ข้อดีของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
 
1.ทำให้ทราบถึงสาเหตุของอาการแพ้ ที่มาจากภูมิแพ้ทางผิวหนัง ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น    
2.เป็นการทดสอบที่ค่อนข้างแม่นยำ ทำให้คุณแม่ทราบว่าลูกแพ้สารชนิดไหน มากน้อยเพียงใด
3.ช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสารหรืองดรับประทานอาหารชนิดนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภูมิแพ้ได้อีก
4.สำหรับผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ทางเดินหายใจ แพทย์สามารถนำผลการทดสอบนี้ไปเป็นข้อมูลสำหรับผสมวัคซีนสำหรับฉีดให้ผู้ป่วย หากมีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนในการรักษาภูมิแพ้
 
          ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับการรักษาภูมิแพ้อาหารในเด็ก ทำได้แค่ดูแล ระมัดระวัง เรื่องอาหารการกินของลูก เมื่อทราบผลการทดสอบสารก่อภูมิแพ้จะทำให้คุณแม่มั่นใจยิ่งขึ้นในการจัดเมนูอาหารจานโปรดสำหรับเจ้าตัวเล็ก ช่วยให้ลูกเติบโตได้อย่างแข็งแรง สุขภาพดี เมื่อไม่มีอาการแพ้อาหาร
 
 
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก 
เบอร์โทรศัพท์ : สาขาอโศก 02-2465111
                    สาขาปิ่นเกล้า 02-4345222
 
 
                   
Line @asokeskinhospital