ฝ้า

ฝ้า

  • ฝ้าคืออะไร อะไรเป็นสาเหตุ
    • ฝ้าเป็นความผิดปกติของเม็ดสีผิวที่พบบ่อยที่บริเวณใบหน้า มักเกิดในผู้หญิงวัยกลางคน สาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดฝ้าในปัจจุบันยังไม่ทราบ แต่พบว่ามีข้อสันนิษฐานของสาเหตุหลายอย่าง เช่น แสงแดด ร่วมกับการทำงานที่มากเกินไปของเซลล์เม็ดสีที่บริเวณผิวหนัง นอกจากนี้ พันธุกรรม และฮอร์โมนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าด้วยเช่นกัน
    • ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้า คือ ภาวะตั้งครรภ์  ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด และการรับประทานยาบางอย่างเช่น ยากันชัก (Phenytoin) อาจทำให้ผิวไวต่อแสงทำให้เกิดฝ้าง่ายขึ้นเช่นกัน
  • อาการ
    • ลักษณะของฝ้าเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน หรือเทา มักเกิดที่บริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หรือขมับ มีพื้นผิวเรียบ
    • บางคนแบ่งชนิดของฝ้าตามความลึกของการเกิดฝ้าเป็น ชนิดตื้นคือที่ชั้นหนังกำพร้า(Epidermis) และชั้นลึกคือชั้นหนังแท้(Dermis) หรือแบบผสม (Mixed type) เพื่อเป็นการเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับฝ้าแต่ละชนิดต่อไป
    • แสงแดด และแสง Ultraviolet เป็นสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์เม็ดสี ยิ่งโดนแดดมากหรือเป็นเวลานานๆ ก็ยิ่งทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ในพันธุกรรม พบได้ร้อยละ 30-50 ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้าก็จะมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดฝ้าได้มากกว่าคนปกติ
    • ฮอร์โมน  ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฮอร์โมน ที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง ก็สามารถกระตุ้นการเกิดฝ้าได้
  • วิธีการรักษาและ ป้องกัน
    • ยาที่ใช้รักษาบริเวณที่เป็นฝ้าจะมุ่งเน้นไปที่การลดเม็ดสี ควรเป็นยาที่ปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มเสตียรอยด์ เนื่องจากอาจได้ผลข้างเคียงของยาหากใช้รักษาเป็นระยะเวลานาน
      • ยาทากลุ่ม Hydroquinone, Tretinoin Cream, Azelaic Cream, Kojic Acid, Arbutin, Licorice
      • การทานวิตามิน ที่เป็น Antiozidant เช่น Vitamin A และวิตามิน E เพื่อลดความหมองคล้ำที่เกิดจากแสงแดด
      • ยารับประทานบางชนิด เช่น ยากันชัก ยากลุ่ม Phototoxic, Photoallerqic drugs
    • การทำทรีทเมนต์ เช่น Electroporation จะช่วยส่งเสริมการดูดซึมของยาลดฝ้าเพื่อให้การรักษาได้ประสิทธิภาพมากขึ้น
    • การรักษาฝ้านั้นใช้ระยะเวลาในการรักษาและใช้การมีวินัยในการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

การดูแลตนเอง

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน นอกจาก การใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 50 และสามารถกันได้ทั้ง UVA และ UVB แล้ว ควรหลีกเลี่ยงความร้อนด้วย, การ Sauna, อบไอน้ำ, โยคะร้อน ล้วนมีส่วนกระตุ้น
  2. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น การรับประทานฮอร์โมน หรือยา รวมทั้งเครื่องสำอางบางชนิด
  3. ครีมกันแดดเป็นสารที่ทำให้เกิดการแพ้แดดได้มากที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลจากการศึกษาวิจัย ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้ครีมกันแดดอย่างถูกวิธี